ราคาบอล 1.5 ต้องชนะกี่ลูก? ตัวอย่างคิดเงินทีมต่อและทีมรอง
ราคาบอล 1.5 หรือราคาลูกครึ่ง เป็นแฮนดิแคปที่ทีมต่อจะถูกหักหนึ่งประตูครึ่งก่อนตัดสินผลเดิมพัน ส่วนทีมรองได้รับแต้มเพิ่มหนึ่งประตูครึ่ง จุดที่ต้องจำคือ ทีมต่อต้องชนะห่างตั้งแต่สองประตูจึงได้เต็ม หากชนะเพียงหนึ่งประตู เสมอ หรือแพ้ จะเสียเต็มราคานี้ไม่มีผลคืนทุนจากสกอร์การแข่งขัน และไม่มีได้ครึ่งหรือเสียครึ่ง เพราะหลังนำแต้มต่อครึ่งประตูมาคิด จะไม่เกิดผลเสมอสำหรับเดิมพัน จึงมีผลพื้นฐานเพียงได้เต็มกับเสียเต็ม แต่ต้องอ่านฝั่งที่เลือกให้ถูกต้องก่อนคำนวณเงิน
ราคาบอล 1.5 หรือลูกครึ่งหมายถึงอะไร
สมมติทีม A ต่อทีม B อยู่ 1.5 ลูก เมื่อตัดสินเดิมพัน ให้นำสกอร์ของทีม A มาลบ 1.5 ประตู หรือมองว่าทีม B ได้รับประตูเพิ่ม 1.5 ลูกก็ได้ ทั้งสองวิธีให้ผลเดียวกันหากทีม A ชนะ 2–0 เมื่อหักแต้มต่อจะเหลือ 0.5–0 ฝั่งทีม A จึงชนะเดิมพัน แต่ถ้าชนะ 1–0 หลังหักแต้มต่อจะเป็น −0.5–0 ฝั่งทีม A จึงแพ้เดิมพัน แม้จะชนะการแข่งขันจริงก็ตามตัวเลขนี้ใช้สำหรับคิดผลเดิมพันเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนสกอร์ในสนาม ดังนั้น การอ่านราคาบอล 1.5 ต้องแยกคำว่าชนะการแข่งขันออกจากชนะผ่านแต้มต่อให้ชัดเจน
ทีมต่อ 1.5 คิดผลได้เสียอย่างไร
ฝั่งทีมต่อลูกครึ่งต้องชนะห่างอย่างน้อยสองประตู ไม่จำเป็นต้องยิงได้สองลูกพอดี แต่ต้องมีผลต่างประตูตั้งแต่สองลูกขึ้นไป
- ชนะห่างตั้งแต่สองประตู: ได้เต็ม เช่น 2–0, 3–1 หรือ 4–2
- ชนะห่างหนึ่งประตู: เสียเต็ม เช่น 1–0, 2–1 หรือ 3–2
- เสมอ: เสียเต็ม เช่น 0–0 หรือ 2–2
- แพ้: เสียเต็ม ไม่ว่าจะแพ้กี่ประตู
ตัวอย่างชนะ 4–3 แม้ทีมต่อยิงได้สี่ประตู แต่ชนะห่างเพียงหนึ่งลูก จึงเสียเต็ม ส่วนชนะ 3–1 จะได้เต็ม เพราะชนะห่างสองลูก จำนวนประตูที่ยิงได้จึงไม่เพียงพอ ต้องดูจำนวนประตูที่เสียร่วมด้วย
ทีมรอง 1.5 คิดผลแบบไหน
ทีมรองได้รับแต้มเพิ่มหนึ่งประตูครึ่ง จึงชนะเดิมพันได้ทั้งกรณีชนะการแข่งขัน เสมอ หรือแพ้ห่างหนึ่งประตู แต่ถ้าแพ้ตั้งแต่สองประตูจะเสียเต็ม
- ทีมรองชนะ: ได้เต็ม
- ทีมรองเสมอ: ได้เต็ม
- ทีมรองแพ้หนึ่งประตู: ได้เต็ม
- ทีมรองแพ้ตั้งแต่สองประตู: เสียเต็ม
สมมติเลือกทีม B รอง 1.5 แล้วทีม B แพ้ 0–1 เมื่อเพิ่มแต้มต่อจะเป็น 1.5–1 ฝั่งทีม B จึงชนะเดิมพัน แต่หากแพ้ 0–2 หลังเพิ่มแต้มต่อจะเป็น 1.5–2 จึงเสียเต็มการได้รับแต้มต่อไม่ได้หมายความว่าทีมรองจะชนะเดิมพันเสมอ หากแพ้ห่างเกินเงื่อนไขก็เสียเงินทั้งหมดได้เช่นกัน
ตัวอย่างคิดเงินทีมต่อ 1.5
สมมติเลือกทีม A ต่อ 1.5 ใช้เงิน 200 บาท และค่าน้ำฮ่องกง 0.90 หากผ่านราคา จะได้กำไรจากเงินเดิมพันคูณค่าน้ำ แล้วบวกทุนกลับเข้าไป
กำไร = 200 × 0.90 = 180 บาท
ยอดรับรวมทุน = 200 + 180 = 380 บาท
ผลของบิลจะเป็นดังนี้
- ทีม A ชนะ 2–0 ได้เต็ม รับรวม 380 บาท
- ทีม A ชนะ 3–1 ได้เต็ม รับรวม 380 บาท
- ทีม A ชนะ 1–0 เสียเต็ม 200 บาท
- ทีม A เสมอ 1–1 เสียเต็ม 200 บาท
- ทีม A แพ้ 0–1 เสียเต็ม 200 บาท
หากทีม A ชนะ 5–0 ก็รับรวม 380 บาทเท่าเดิม เพราะการชนะห่างมากขึ้นไม่ได้เพิ่มกำไร อัตราจ่ายขึ้นอยู่กับเงินเดิมพันและค่าน้ำในบิล
ตัวอย่างคิดเงินทีมรอง 1.5
สมมติเลือกทีม B รอง 1.5 ใช้เงิน 200 บาท และค่าน้ำฮ่องกง 0.95 หากชนะเดิมพัน จะได้กำไร 190 บาท รับรวมทุน 390 บาท
- ทีม B ชนะ 1–0: รับรวม 390 บาท
- ทีม B เสมอ 0–0: รับรวม 390 บาท
- ทีม B แพ้ 1–2: รับรวม 390 บาท
- ทีม B แพ้ 0–2: เสียเต็ม 200 บาท
แม้ทีม B จะแพ้การแข่งขันหนึ่งประตู แต่บิลทีมรองยังได้เต็ม ไม่ใช่ได้ครึ่งหรือคืนทุน เพราะแต้มเพิ่ม 1.5 ลูกทำให้ผ่านราคาแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องใช้ค่าน้ำของทีมรองจริง ไม่ใช้ตัวเลขฝั่งทีมต่อคำนวณแทน
ราคาบอล 1.5 ต่างจาก 1 และ 1–1.5 อย่างไร
จุดต่างที่เห็นชัดคือเมื่อทีมต่อชนะห่างหนึ่งประตู ทั้งสามราคาให้ผลไม่เหมือนกัน
- ทีมต่อ 1 ลูก คืนทุน
- ทีมต่อ 1–1.5 เสียครึ่ง
- ทีมต่อ 1.5 ลูก เสียเต็ม
สมมติเดิมพัน 200 บาท แล้วทีมต่อชนะ 1–0 ราคา 1 จะคืน 200 บาท ราคา 1–1.5 จะคืน 100 บาท ส่วนราคา 1.5 ไม่มีเงินคืนจากบิลนั้นแต่หากทีมต่อชนะห่างตั้งแต่สองประตู ทั้งสามราคาจะได้เต็ม โดยจำนวนกำไรขึ้นอยู่กับค่าน้ำของแต่ละบิล การเปรียบเทียบจึงต้องดูทั้งแต้มต่อและอัตราจ่ายควบคู่กัน
สรุปราคาบอล 1.5
ก่อนคิดผล ให้ตรวจชื่อทีม ฝั่งต่อหรือรอง และช่วงเวลาของตลาด หากเป็นครึ่งแรก ต้องใช้สกอร์เมื่อจบครึ่งแรก ไม่ใช้ผลเต็มเกมมาตัดสินแทน ส่วนตลาดเต็มเวลาต้องตรวจเงื่อนไขว่ารวมต่อเวลาพิเศษหรือไม่จากนั้นดูรูปแบบค่าน้ำ ตัวอย่างในบทความใช้ฮ่องกง หากระบบแสดงค่าน้ำประเภทอื่นต้องใช้สูตรให้ตรงกัน พร้อมตรวจราคาและยอดเงินที่บันทึกหลังยืนยันบิลหลักของราคาบอล 1.5 คือทีมต่อชนะห่างสองลูกได้เต็ม ส่วนทีมรองแพ้หนึ่งลูกยังได้เต็ม การฝึกคิดจากสกอร์สมมติช่วยให้เข้าใจเงื่อนไขได้ครบ และลดความสับสนระหว่างผลการแข่งขันกับผลเดิมพัน
